วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

กลุ่มคำสั่ง Data Control language

ภาษาควบคุมข้อมูล (Data Control Language : DCL)

เป็นชุดคำสั่งที่ใช้สำหรับควบคุมสิทธิ์ของผู้ใช้ในการใช้ข้อมูล รวมทั้งส่วนที่ใช้ควบคุมการใช้งานฐานข้อมูลจากผู้ใช้หลาย ๆ คนพร้อมกัน คำสั่งที่จัดอยู่ในประเภท DCL ได้แก่ คำสั่ง GRANT, REVOKE เป็นต้น 
     1138516945 GRANT
เป็นคำสั่งเพื่อกำหนดสิทธิของการเข้าถึงข้อมูลในฐานข้อมูลว่าผู้ใช้แต่ละคน มีสิทธิกระทำการใด ๆ กับข้อมูลเช่น  เพิ่ม, ลบ,แก้ไขข้อมูลในตารางใดได้บ้างหรือกำหนดให้สามารถดูข้อมูลได้เพียงอย่าง เดียวเท่านั้น
การกำหนดสิทธิเข้าถึงข้อมูลได้แก่   การเรียกค้นข้อมูล (SELECT),  การเพิ่มข้อมูล (INSERT),  การลบข้อมูล (DELETE), และการปรับปรุงข้อมูล (UPDATE)   โดยมีรูปแบบดังนี้
3
     1138516983 REVOKE
      เป็นคำสั่งเพื่อยกเลิกสิทธิการเข้าถึงข้อมูลในฐานข้อมูล   โดยมีรูปแบบดังนี้
4

กลุ่มคำสั่ง Data Manipulation language


ภาษาจัดการข้อมูล (Data Manipulation Language : DML )


เป็นชุดคำสั่งที่ใช้สำหรับประมวลผลหรือจัดการกับข้อมูลในฐานข้อมูล คำสั่งที่จัดอยู่ในประเภท DML
ได้แก่ คำสั่ง SELECT,  INSERT,  UPDATE,  DELETE  เป็นต้น
1138529136 SELECT
เป็นคำสั่งที่ใช้ในการเรียกค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงตามที่ผู้ใช้ต้องการ ในการเรียกค้นข้อมูลสามารถใช้คำสั่งได้หลายลักษณะ
ดังนี้คือ
mh_o1  การเรียกดูข้อมูลแบบไม่มีเงื่อนไข
เป็นคำสั่งที่ใช้ในการเรียกดูข้อมูลอย่างง่ายที่สุด โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ  โดยมีรูปแบบดังนี้
a1
lh_g1  การเรียกดูข้อมูลแบบมีเงื่อนไข
เป็นคำสั่งที่ใช้การเรียกดูข้อมูลเฉพาะที่ตรงกับเงื่อนไขที่ผู้ใช้ต้องการ  โดยมีรูปแบบดังนี้
chap5_p2_2_condition_clip_image002_0000
zh_p1  การเรียกดูข้อมูลจากหลายตาราง
เป็นคำสั่งเพื่อใช้ในการเรียกดูข้อมูลจากหลายตาราง  เนื่องจากบางครั้งข้อมูลที่ต้องการอยู่ในหลาย ๆ ตาราง  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการใช้คำสั่งเพื่อดึงข้อมูลมาจากหลายตาราง
gh_m1  การเรียกดูข้อมูลโดยใช้กลุ่มฟังก์ชัน
เป็นคำสั่งพิเศษที่มีอยู่ในภาษา SQL    ได้แก่คำสั่งต่อไปนี้
COUNT   ใช้สำหรับนับจำนวนแถวข้อมูลของคอลัมน์  ว่าในคอลัมน์นั้นมีข้อมูลจำนวนกี่แถว
SUM     ใช้สำหรับหาผลรวมข้อมูลที่เป็นตัวเลขของคอลัมน์
AVG    ใช้สำหรับหาค่าเฉลี่ยของข้อมูลที่เป็นตัวเลขของคอลัมน์
MAX    ใช้สำหรับหาค่าข้อมูลตัวเลขที่มากที่สุดของคอลัมน์
MIN     ใช้สำหรับหาค่าข้อมูลตัวเลขที่น้อยที่สุดของคอลัมน์
ฟังก์ชั่นพิเศษนี้นำไปใช้โดยใส่ไว้หลังคำสั่ง SELECT และตามด้วยคอลัมน์  เป็นการกำหนดว่าให้ฟังก์ชั่นนี้กระทำกับ คอลัมน์ใด ๆ
โดยมีรูปแบบดังนี้
45
1138529136 INSERT
     เป็นคำสั่งเพื่อเพิ่มข้อมูลเข้าไปในตาราง     โดยมีรูปแบบดังนี้
55
1138529136 UPDATE
     เป็นคำสั่งเพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อมูลที่เคยบันทึกไว้แล้วในตาราง   โดยมีรูปแบบดังนี้
update1
1138529136 DELETE
     เป็นคำสั่งเพื่อลบแถวข้อมูลออกจากตาราง  ซึ่งจะลบข้อมูลเฉพาะที่ตรงกับเงื่อนไขที่ผู้ใช้ต้องการ     โดยมีรูปแบบดังนี้
2

กลุ่มคำสั่ง Data Definittion language

DDL (Data Definition Language) คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร

บทความวันที่ 7 ตุลาคม 2555
ภาษา DDL (Data Definition Language) หรือภาษาสำหรับจัดการ และนิยามโครงสร้างของฐานข้อมูล
 เป็นภาษาที่มีไว้สำหรับจัดการฐานข้อมูลโดยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นการ สร้างฐานข้อมูล, แก้ไข หรือลบฐานข้อมูล 
โดยในภาษา DDL นั้นประกอบไปด้วยภาษาคำสั่งต่าง ๆ ดังนี้

1. CREATE คือคำสั่งสำหรับการสร้างนิยาม หรือสร้างฐานข้อมูลนั้นเอง หากเราต้องการสร้างฐานข้อมูล 
เราสามารถใช้รูปแบบคำสั่งได่ดังนี้
1
2
3
4
5
CREATE TABLE <ชื่อตารางข้อมูล>
(
<ชื่อ Field> <ชนิดข้อมูล (ขนาดข้อมูล)>,
<ชื่อ Field> <ชนิดข้อมูล (ขนาดข้อมูล)>
)

2. ALTER  คือคำสั่งในการแก้ไขโครงสร้างของตารางข้อมูล เช่น เราต้องการแก้ไข ชื่อ Field
หรือแก้ไของค์ประกอบต่าง ๆ ของตารางข้อมูล มีคำสั่งโดยย่อดังนี้
1
2
ALTER TABLE <ชื่อตารางข้อมูล> DROP COLUMN <ชื่อ Field>
ALTER TABLE <ชื่อตารางข้อมูล> ADD COLUMN <ชื่อ Field><ชนิดข้อมูล (ขนาดข้อมูล)>

3. DROP คำคำสั่งสำหรับลบตารางข้อมูล มีคำสั่งโดยย่อดังนี้
1
DROP TABLE <ชื่อตารางข้อมูล>

ทั้งหมดคือความหมาย และคำสั่งในกลุ่มภาษา DDL (Data Definition Language)
ซึ่งในบทความนี้จะไม่เน้นในส่วนของคำสั่งมากนัก เพราะอยากให้ผู้อ่านได้เรียนรู้ความหมายเบื้องต้น
และคำสั่งโดยย่อเพียงเท่านั้นครับ


ภาษานิยามข้อมูล (Data Definition Language : DDL)


เป็นชุดคำสั่งที่ใช้สำหรับกำหนดโครงสร้างของตารางในฐาน ข้อมูล  คำสั่งที่จัดอยู่ในประเภท DDL นี้
ได้แก่ CREATE, ALTER และ DROP
iconhanar CREATE TABLE
เป็นคำสั่งที่ใช้ในการสร้างโครงสร้างของตาราง    โดยมีรูปแบบดังนี้
cr_table
 ตัวอย่าง คำสั่งการสร้าง customer
CREATE TABLEcustomer
[customer_nochar(6)NOT NULL,
 c_namechar(10)ืNOT NULL,
 c_addresschar(20),
 c_credit_limitdecimal(7,2),
 c_current_balancedecimal(7,2)];

h0d22 ALTER TABLE
เป็นคำสั่งที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตาราง   โดยมีรูปแบบดังนี้
format
คำสั่ง  ALTER   TABLE    สามารถใช้ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตารางได้  4  รูปแบบ คือ
     lh_g1 ใช้ในการเพิ่มคอลัมน์
           ตัวอย่าง   การเพิ่มคอลัมน์
ต้องการเพิ่มคอลัมน์   e_telephone  ลงในตาราง  customer  สามารถกระทำได้โดยใช้คำสั่งดังนี้
at1
     zh_p1 ใช้ในการเปลี่ยนแปลงขนาดความกว้างของคอลัมน์
           ตัวอย่าง   การเปลี่ยนแปลงขนาดความกว้างของคอลัมน์
ต้องการเปลี่ยนแปลงขนาดความกว้างของคอลัมน์  c_address  จากเดิม 20  ไปเป็น 25
สามารถกระทำได้โดยใช้คำสั่งดังนี้
at2
     5h_r1 ใช้ในการเปลี่ยนชื่อคอลัมน์
           ตัวอย่าง   การเปลี่ยนชื่อคอลัมน์  
ต้องการเปลี่ยนชื่อคอลัมน์  จาก customer_no    ไปเป็น  c_no   สามารถกระทำได้โดยใช้คำสั่งดังนี้
at3
     h_mm1 ใช้ในการลบคอลัมน์จากตาราง
           ตัวอย่าง   การลบคอลัมน์ออกจากตาราง
ต้องการลบคอลัมน์   c_telephone    ออกจากตาราง    สามารถกระทำได้โดยใช้คำสั่งดังนี้
at4
     iconhanar DROP TABLE
         เป็นคำสั่งที่ใช้ในการลบตารางออกจากฐานข้อมูล  โดยมีรูปแบบดังนี้
dt1
          ตัวอย่าง   ต้องการลบตาราง  customer   ออกจากฐานข้อมูล
dt2
Graphiclineheart32

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559

เกี่ยวกับกลุ่มประเทสอาเซียน





ความเป็นมาของอาเซียน
              สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  (Association  of  Southeast  Asian  Nations  หรือ  ASEAN)  ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ  (Bangkok  Declaration)  หรือ  ปฏิญญาอาเซียน  (ASEAN  Declaration)  เมื่อวันที่  8  สิงหาคม  2510  โดยมีประเทศสมาชิก  5  ประเทศ  ประกอบด้วย  อินโดนีเซีย  มาเลเซีย  ฟิลิปปินส์  สิงคโปร์  และไทย
เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการเมือง  เศรษฐกิจและสังคม  ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ต่อมามีประเทศสมาชิกเพิ่มเติม  ได้แก่  บรูไนดารุส-ซาลาม   เวียดนาม   ลาว   เมียนมาร์  และกัมพูชา  ตามลำดับ   จึงทำให้ปัจจุบันอาเซียน   มีสมาชิก  10  ประเทศ
“อาเซียน” สู่การเป็นประชาคมอาเซียน  ในปี 2558
              ปัจจุบัน  บริบททางการเมือง  เศรษฐกิจ  และสังคม   รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก      ทำให้อาเซียนต้องเผชิญ สิ่งท้าทายใหม่ๆ    อาทิ    โรคระบาด    การก่อการร้าย   ยาเสพติด  การค้ามนุษย์  สิ่งแวดล้อม  ภัยพิบัติ  อีกทั้ง  ยังมีความจำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและขีดความสามารถทางการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคใกล้เคียง  และในเวทีระหว่างประเทศ  ผู้นำอาเซียนจึงเห็นพ้องกันว่า  อาเซียนควรจะร่วมมือกันให้เหนียวแน่น  เข้มแข็ง  และมั่นคงยิ่งขึ้น  จึงได้ประกาศ  “ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในอาเซียน  ฉบับที่ 2”  (Declaration  of  ASEAN  Concord  II)  ซึ่งกำหนดให้มีการสร้างประชาคมอาเซียนที่ประกอบไปด้วย  3  เสาหลัก ได้แก่
              -  ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community - APSC) มุ่งให้ประเทศกลุ่มสมาชิกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แก้ไขปัญหาระหว่างกันโดยสันติวิธี มีเสถียรภาพและความมั่นคงรอบด้าน เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของเหล่าประชาชน
              -  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community - AEC) มุ่งเน้นให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆได้โดย
              -   ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio - Cultural Community - ASCC) มุ่งหวังให้ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี มีความมั่นคงทางสังคม มีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน และมีสังคมแบบเอื้ออาร โดยจะมีแผนงานสร้างความร่วมมือ 6 ด้าน คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน การลดช่องว่างทางการพัฒนา
              ซึ่งต่อมาผู้นำอาเซียนได้ตกลงให้มีการจัดตั้งประชาคมอาเซียนให้แล้วเสร็จเร็วขึ้นมาเป็นภายในปี 2558
ประชาคมอาเซียน คือ
              ประชาคมอาเซียน  (ASEAN  Community)  คือ  การรวมตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นชุมชนที่มีความแข็งแกร่ง  สามารถสร้างโอกาสและรับมือส่งท้าท้าย  ทั้งด้านการเมืองความมั่นคง  เศรษฐกิจ  และภัยคุกคามรูปแบบใหม่  โดยสมาชิกในชุมชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี  สามารถประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น  และสมาชิก  ในชุมชนมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

โทษและโรคของบุหรี่

ผลกระทบของการสูบบุหรี่ต่อสุขภาพร่างกาย 

สารต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในบุหรี่ และในควันบุหรี่ ที่กล่าวมาแล้ว เมื่อผู้สูบบุหรี่สูดเข้าสู่ร่างกายพร้อมๆ กัน จะก่อให้เกิดพิษ ที่ทำอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งผลกระทบต่อร่างกาย ทำให้เกิดอาการดังนี้ 

ก. ผลกระทบระยะสั้น 
  • ประสาทสัมผัสของการรับรู้กลิ่นและรส จะทำหน้าที่ได้ลดลง
  • แสบตา น้ำตาไหล
  • ขนอ่อนที่ทำหน้าที่พัดโบก เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมภายในหลอดลมเป็นอัมพาต หรือทำงานได้ช้าลง
  • ระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ในปอด และในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้น
  • หัวใจเต้นเร็วขึ้น และความดันโลหิตสูงขึ้น
  • มีกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น
  • เกิดกลิ่นที่น่ารังเกียจตามร่างกาย และเสื้อผ้า
  • ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น และมีกลิ่นปาก
ข. ผลกระทบระยะยาว 

เป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ ได้แก่ 
  • โรคมะเร็งปอด และมะเร็งในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กล่องเสียง ลำคอ หลอดอาหาร และกระเพาะปัสสาวะ
  • โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และโรคหัวใจขาดเลือด มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการ หัวใจวาย
  • โรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดส่วนอื่นๆ ตีบตัน และหลอดเลือดใหญ่ทรวงอก และช่องท้องโป่งพอง
  • โรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดลม อักเสบเรื้อรัง
  • ทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อม จากการอุดตันของเส้นเลือดขนาดเล็ก ที่ไปเลี้ยงประสาท ที่เกี่ยวกับการควบคุมการแข็งตัวของอวัยวะเพศ
  • เกิดอาการเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงแขนและขาตีบตัน อาจต้องตัดแขนหรือขาทิ้ง
  • โรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ 

    การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ หลายชนิด ทำให้อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ สูงขึ้นเป็น ๒ เท่า อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง สูงขึ้นเป็น ๖ เท่า และอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปอด สูงขึ้นเป็น ๑๐ เท่า การสูบบุหรี่ ทำให้ผู้สูบอายุสั้นลง โดยเฉลี่ย ๕ - ๘ ปี ผู้สูบบุหรี่ที่เริ่มสูบตั้งแต่วัยรุ่น และไม่หยุดสูบ ร้อยละ ๕๐ จะเสียชีวิต ด้วยโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ และครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้ จะเสียชีวิตในวัยกลางคน ก่อนอายุ ๗๐ ปี

    โรคต่างๆ ที่เกิดจากการสูบบุหรี่ แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

    ก. โรคมะเร็ง 

    ผู้สูบบุหรี่มีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ได้แก่ มะเร็งช่องปาก โพรงจมูก กล่องเสียง หลอดลม ปอด หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ ไต กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก เต้านม ปากมดลูก รังไข่ ต่อมลูกหมาก ทั้งนี้ ผู้ที่สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ด้วย จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารเพิ่มขึ้นอีก สาเหตุที่การสูบบุหรี่ ทำให้เกิดโรคมะเร็งในอวัยวะหลายๆ แห่ง ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่สารก่อมะเร็งในควันบุหรี่ สัมผัสกับอวัยวะโดยตรง เช่น กล่องเสียง และปอด หรือสารก่อมะเร็งถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด แล้วไหลเวียนไปตามอวัยวะต่างๆ เช่น ตับอ่อน และกระเพาะปัสสาวะ โดยในภาพรวม พบว่า ประมาณร้อยละ ๓๐ ของมะเร็งที่เกิดในคน มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่

    มะเร็งปอด

    ร้อยละ ๙๐ ของมะเร็งปอด มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ ในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ที่เป็นมะเร็งปอด ประมาณร้อยละ ๓๐ เป็นผลจากการที่ได้รับควันบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบ มีการศึกษาพบว่า ผู้สูบบุหรี่จัดมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ไม่สูบถึง ๕๐ เท่า เนื่องจากปอดเป็นอวัยวะที่รับควันบุหรี่มากที่สุด ความเสี่ยงต่อพิษภัยของควันบุหรี่ ขึ้นอยู่กับปริมาณบุหรี่ที่สูบ และวิธีการสูดควันบุหรี่ การเกิดโรคมะเร็งปอดระยะแรก จะไม่มีอาการ เมื่อใดที่มีอาการแสดงว่า โรคเป็นมากแล้ว อาการที่พบคือ ไอเรื้อรัง เสมหะมีเลือดปน น้ำหนักลด อ่อนเพลีย มีไข้เล็กน้อย เจ็บหน้าอก ซึ่งเป็นอาการร่วมของโรคต่างๆ ได้หลายชนิด จึงมักทำให้ผู้ป่วยมาหาแพทย์ช้า และการวินิจฉัยโรคล่าช้า
    สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งปอด ในระยะที่เป็นมากแล้ว จะมีอาการไอเป็นเลือด น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว ปวดกระดูกซี่โครง และไหปลาร้า หรือสะบ้า อาจมีอาการหอบเหนื่อย บวมบริเวณหน้า คอ แขน และอกส่วนบน ปวดศีรษะ ซึม กลืนอาหารลำบาก ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะ และอุจจาระได้

    โดยเฉลี่ยผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งปอด จะมีชีวิตอยู่ได้ หลังจากเริ่มมีอาการเป็นเวลาประมาณ ๖ เดือน โดยร้อยละ ๘๐ จะเสียชีวิตภายใน ๑ ปี และถึงแม้จะให้การรักษาอย่างดี ก็มีอัตราการรอดชีวิตเพียงร้อยละ ๒ - ๕ เท่านั้น

    ข. โรคหัวใจและหลอดเลือด 

    โรคหัวใจ

    ขณะนี้โรคหัวใจ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย โดยส่วนใหญ่เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญ ผู้สูบบุหรี่มีโอกาสหัวใจวายตายในอายุ ๓๐ - ๔๐ ปี สูงกว่าผู้ไม่สูบถึง ๕ เท่า สารพิษในควันบุหรี่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดทั่วร่างกาย โดยที่รูหลอดเลือดค่อยๆ ตีบลง จากการหนาตัวของผนังหลอดเลือด จนเกิดการตีบตันของเส้นเลือด เป็นเหตุให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้น้อยลง จึงเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือโรคหัวใจขาดเลือดได้

    เมื่อหลอดเลือดตีบ จนมีผลให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้ จะเกิดอาการจุกเสียด เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาออกกำลัง และถึงขั้นหัวใจวายได้ในที่สุด

    โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

    สาเหตุที่สมรรถภาพทางเพศเสื่อม เกิดจากเส้นเลือด และเส้นประสาท ที่ควบคุมการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายเสื่อม ซึ่งควันบุหรี่ มีสารที่ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง การทำงานจึงเสื่อมลง นอกจากนี้ ยังพบตัวอสุจิในผู้สูบบุหรี่ มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ มากกว่าในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ รวมทั้งจำนวนอสุจิลดลงด้วย ในขณะเดียวกัน การเจ็บป่วยอื่นๆ ของผู้ที่สูบบุหรี่ ก็ทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ เพราะโรคที่เกิดล้วนเป็นโรคเรื้อรัง ทำให้เหนื่อยหอบรักษาไม่หาย เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งของอวัยวะต่างๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีความกังวลกับโรคที่เป็น และมีผู้ป่วยหลายราย ที่เกิดอาการหอบ ขณะมีเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดความกลัว ไม่กล้าที่จะมีเพศสัมพันธ์อีก

    โรคหลอดเลือดในสมองตีบ

    การเสื่อมของหลอดเลือดในสมอง มีกลไกในการเกิดเหมือนกับที่เกิดกับเส้นเลือดหัวใจ และอวัยวะอื่นของร่างกาย ผู้ป่วยอาจเป็นอัมพาตจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง หรือมีความจำเสื่อมลง

    ค. โรคระบบทางเดินหายใจ 

    ควันบุหรี่ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจอย่างมาก และทำให้เนื้อปอดเสื่อมสมรรถภาพลง เมื่อมีการสะสมของควันบุหรี่ในปอดอย่างต่อเนื่อง โรคที่พบ คือ ถุงลมปอดอุดกั้นเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นหวัดและหลอดลมอักเสบง่าย และโรคทางเดินหายใจอื่นๆ

    โรคถุงลมโป่งพอง

    โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่เนื้อปอดค่อยๆ เสื่อมสมรรถภาพ จากการได้รับควันบุหรี่ ตามปกติแล้ว พื้นที่ในปอดจะมีถุงลมเล็กๆ กระจายอยู่เต็มทั่วปอด เพื่อทำหน้าที่รับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย สารไนโตรเจนไดออกไซด์ในควันบุหรี่ จะทำลายเนื้อเยื่อในปอด และในถุงลมให้ฉีกขาดทีละน้อยๆ และรวมตัวกลายเป็นถุงลม ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เกิดโรคถุงลมโป่งพอง มีผลทำให้พื้นที่ผิวเนื้อเยื่อภายในปอด ซึ่งเป็นที่รับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายมีขนาดเล็กลง จึงต้องหายใจเร็วขึ้น เพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพียงพอ โรคถุงลมโป่งพองนี ้ในระยะท้ายๆ ของโรค จะทำให้ผู้ป่วยทรมานมาก เนื่องจากเหนื่อย จนทำอะไรไม่ได้ ต้องนอนอยู่กับที่ และอาจต้องได้รับออกซิเจนจากถังตลอดเวลา